ฝ้า
Melasma · Freckles

ฝ้า

“ฝ้า” ปัญหากวนใจที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะเราไม่สามารถหลบหนีจาก แสงแดด หรือ UV ได้ จึงทำให้เกิด ฝ้า กระ จุดด่างดำ เป็นเรื่องปกติ จะแต่มักเกิดขึ้นบ่อยในผู้หญิง แต่ของผู้ชายก็มักจะเกิดฝ้าแดด ถึงแม้จะไม่เป็นอันตรายแก่ชีวิต แต่ก็ทำให้บางคนขาดความมั่นใจ เพราะฝ้ามีหลากหลายประเภท และแตกต่างระดับความรุนแรง ในบางคนอาจเป็นฝ้าปื้นใหญ่ ที่ต้องใส่แมสก์เพื่อปกปิดใบหน้า หากเรารู้จักประเภทของฝ้า และวิธีการรักษา ใครหลายๆ คน อาจจะมองว่า ฝ้านั้นก็แค่เรื่อง จิ๊บๆ ก็เป็นได้ งั้นเราไปรู้จักกับ ฝ้า กันเลยดีกว่า

ฝ้า (Melasma) คือ ความผิดปกติของเม็ดสีผิว (Hyperpigmentation) เกิดจากเซลล์เมลาโนไซต์ ที่ถูกกระตุ้นให้ผลิตมากเกินไป ซึ่งเซลล์เมลาโนไซต์ เป็นเซลล์ที่อยู่ในชั้นใต้ผิวหนัง มีหน้าที่สร้างเซลล์เม็ดสีที่เรียกว่าเมลานิน โดยฮอร์โมนเพศหญิงที่เรียกว่า เอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรน ทำให้เกิดการผลิตเม็ดสีเมลานิน ในปริมาณเพิ่มขึ้น เมื่อผิวหนังกระทบกับแสงแดด รวมถึงกรรมพันธุ์ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่เป็นสาเหตุของการเกิดฝ้าได้เช่นกัน

ลักษณะ

ลักษณะของสีผิวที่คล้ำ ดำ เป็นปื้นเรียบๆ สีเข้มกว่าสีผิว มีตั้งแต่สีน้ำตาลอ่อนไปยังสีน้ำตาลเข้ม รวมถึงหลายขนาด ตั้งแต่ฝ้าขนาดเล็กไปจนถึงฝ้าขนาดใหญ่ ไม่เจ็บ ไม่คัน พบได้บ่อยในผู้หญิงวัย 25-50 ปี โดยเฉพาะในสตรีตั้งครรภ์ สตรีที่รับประทานยาหรือใช้ยาคุมกำเนิด และสตรีที่รับการรักษาด้วยฮอร์โมน แต่สามารถพบได้ในผู้ชายเช่นเดียวกัน หรือในคนที่สัมผัสแสงแดดบ่อยๆ และสามารถพบได้ง่าย ในบริเวณ หน้าผาก โหนกแก้ม

ชนิดฝ้า

ฝ้า
ฝ้าเลือด
1

ฝ้าเลือด

ในทางการแพทย์เรียกว่า Vascular Melasma หรือ Telangiectetic Melasma เป็นฝ้าเกิดจากความผิดปกติของเส้นเลือดฝอยบนผิวหน้า ผลมาจากการใช้เครื่องสำอาง หรือยา ที่มีส่วนผสมของเสตียรอยด์ ทำให้เส้นเลือดฝอยแตกและมีเลือดกระจุกบริเวณพังผืดใต้ผิวหนังชั้นลึก โดยฝ้าจะมีสีน้ำตาลแดง จัดเป็นฝ้าที่รักษายาก ฝ้าเลือดพบในเพศหญิงได้มากกว่าเพศชาย เนื่องจากเป็นฝ้าที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเป็นหลัก

ฝ้าแดด
2

ฝ้าแดด

ฝ้าที่เกิดจากแสงแดด การโดนแสงแดดโดยตรงและโดนแสงแดดเป็นเวลานาน ทำให้เกิดฝ้าแดดได้ง่าย ซึ่งแสงแดดเป็นอันตรายต่อผิว เพราะแสงแดดมีรังสี UVA และ UVB ที่ส่งตรงมายังผิวหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รังสี UVA ที่มีความยาวคลื่นมากกว่าจึงส่งผลไปถึงชั้นผิวที่ลึกกว่าทำให้เกิดฝ้าแดดได้

ฝ้าตื้น (Epidermal Melasma)
3

ฝ้าตื้น (Epidermal Melasma)

เกิดขึ้นบริเวณชั้นหนังกำพร้า มีสีน้ำตาลเข้มไปจนถึงสีเทาดำ ฝ้าชนิดนี้จะเห็นขอบเขตของการเกิดฝ้าได้ชัดเจน พบได้บ่อย

ฝ้าลึก (Dermal Melasma)
4

ฝ้าลึก (Dermal Melasma)

เกิดขึ้นบริเวณชั้นหนังแท้ใต้หนังกำพร้า มีสีน้ำตาลอ่อน สีเทา สีเทาอมฟ้า คล้ายรอยแผล หรือรอยดำ มีขอบเขตของฝ้าไม่ชัดเจน สังเกตได้ว่าฝ้าชนิดนี้ จะกลืนไปกับผิวหน้าเป็นบริเวณกว้าง มักพบในผู้สูงอายุ

ฝ้าผสม (Mixed Melasma)
5

ฝ้าผสม (Mixed Melasma)

เป็นการผสมของฝ้าทั้งสองแบบ ลักษณะจะเป็นสีเข้ม มีหลายสีในบริเวณเดียวกัน กระจายอยู่ทั่วใบหน้า แต่ขอบจาง ต้องรักษาด้วยวิธีหลายแบบรวมกัน ทั้งฝ้าลึก และฝ้าตื้น

บริเวณที่เกิดฝ้าได้บ่อย

  • โหนกแก้มทั้ง 2 ข้าง
  • หน้าผาก
  • จมูก
  • รอบขอบปาก
  • เหนือริมฝีปาก
  • ลำตัว รวมถึงแขน

5 เทคนิคพิชิตฝ้า

การป้องกันแสงแดด
1

การป้องกันแสงแดด

  • ครีมกันแดด SPF50 และต้องมี PA++++ ควรเติมระหว่างวัน
  • อุปกรณ์ป้องกัน เช่น หมวห ร่ม ผ้าคลุมหน้าเมื่อออกแดด เสื้อคลุมป้องกันแสง UV
การใช้ยาทา
2

การใช้ยาทา

ปัจจุบันการใช้ยาฝ้า ไม่แนะนำให้ทาสารจำพวก Steroid หรือ Hydroquinone เนื่องจากหยุดใช้แล้ว ทำให้หน้าคล้ำขึ้นได้ “แนะนำเป็นการใช้สารกลุ่ม Whitening และ Antioxidant ชนิดต่างๆ”

การใช้ยารับประทาน
3

การใช้ยารับประทาน

เป็นวิธีที่ลดการสร้างเม็ดสีได้ดี แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

Pico Laser
4

Pico Laser

Pico Laser ช่วยทำให้เม็ดสีที่หนาแน่นแตกตัวออก หลังจากนั้น จะมีเม็ดเลือดขาวมาจับทำลายเม็ดสี “การใช้ Pico ควรใช้เครื่องที่ได้มาตรฐาน และทำโดยเทคนิคการยิงที่เหมาะสม หากใช้พลังงานมากเกินไป หรือยิงจนเกิดสะเด็ก อาจทำให้ฝ้าเข้มขึ้น หรือเป็นด่างขาวได้”

Microneedle RF
5

Microneedle RF

RF Microneedle โดยปกติ ใช้ในการกระตุ้นการสร้าง Collagen แต่มีวิจัยที่พบว่า สามารถลดการสร้างเม็ดสี และทำให้ฝ้าจางลงได้ดีอีกด้วย

ทำไม RF microneedle ถึงรักษาฝ้าได้ดี แม้ไม่ใช่เลเซอร์

Microneedle RF

ในการรักษาฝ้า (Melasma) ยุคปัจจุบัน นิยามของการรักษาได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะการใช้เลเซอร์ทำลายเม็ดสีเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายอีกต่อไป งานวิจัยทางการแพทย์พบว่า “ฝ้า” ไม่ได้เกิดจากความผิดปกติของเม็ดสีเมลานินเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลมาจาก สภาพแวดล้อมของผิวที่เสื่อมสภาพ (Skin Microenvironment) ทั้งระบบหลอดเลือด คอลลาเจน และรอยต่อผิวหนังที่อ่อนแอลง จนทำให้เกิดฝ้าเรื้อรังและกลับมาเป็นซ้ำได้ง่าย

RF Microneedling (Radiofrequency Microneedling) จึงก้าวเข้ามาเป็นหนึ่งในนวัตกรรมทางเลือกสำคัญ ที่ไม่ได้มุ่งเน้นแค่การทำลายเม็ดสี แต่เข้าไป “ปรับฐานโครงสร้างผิวใหม่” ผ่าน 4 กลไกสำคัญ ดังนี้ครับ

1. ลดการสร้างเส้นเลือดที่ผิดปกติ (Downregulation of Angiogenesis)

ในคนไข้ที่เป็นฝ้าชนิดฝ้าเลือด (Vascular Melasma) มักจะพบการขยายตัวของหลอดเลือดขนาดเล็กใต้ผิวอย่างผิดปกติ ซึ่งหลอดเลือดเหล่านี้จะหลั่งสารกระตุ้น (เช่น VEGF) ไปสั่งการให้เซลล์ผลิตเม็ดสี (Melanocytes) ทำงานหนักขึ้นตลอดเวลา

  • กลไกการทำงาน: พลังงานคลื่นวิทยุ (RF) จะส่งความร้อนที่แม่นยำลงไปช่วยลดจำนวนหลอดเลือดที่ผิดปกติเหล่านี้ เมื่อไม่มีสัญญาณกระตุ้นจากหลอดเลือด เซลล์ผลิตเม็ดสีจึงทำงานลดลง ช่วยให้รอยฝ้าจางลงอย่างเป็นธรรมชาติ

2. ซ่อมแซมรอยต่อผิวหนัง ป้องกันฝ้าดิ่งลึก (Basement Membrane Repair)

ผิวบริเวณที่เป็นฝ้ามักจะมี Basement Membrane (พังผืดรอยต่อระหว่างผิวชั้นนอกและชั้นใน) ที่ฉีกขาดหรือเสื่อมสภาพ เปรียบเหมือนประตูกั้นผิวที่พังลง ทำให้เม็ดสีและเซลล์สร้างเม็ดสีบางส่วนร่วงหล่นลงไปในผิวชั้นลึก กลายเป็นฝ้าลึกที่รักษาได้ยาก

  • กลไกการทำงาน: ปลายเข็มขนาดเล็กและการปล่อยความร้อนที่จำเพาะ (Thermal Coagulation) จะเข้าไปกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมแผลของผิวตามธรรมชาติ (Wound Healing) ช่วยฟื้นฟูและเชื่อมรอยต่อนี้ให้กลับมาแข็งแรงเรียบเนียนอีกครั้ง เสมือนการซ่อมประตูกั้นไม่ให้เม็ดสีตกลงสู่ผิวชั้นลึก

3. รีเซ็ตคอลลาเจน ฟื้นฟูผิวเสื่อมสภาพจากแสงแดด (Dermal Remodeling)

แสงแดดและรังสี UV ที่สะสมมานานจะทำลายคอลลาเจนและอีลาสตินในผิว (Solar Elastosis) ทำให้เนื้อเยื่อผิวชั้นในอ่อนแอและปล่อยสารอักเสบออกมากระตุ้นการเกิดฝ้าอยู่ตลอดเวลา

  • กลไกการทำงาน: พลังงาน RF จะเข้ากระตุ้นเซลล์สร้างคอลลาเจน (Fibroblasts) โดยตรง เพื่อเร่งผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ เนื้อผิวชั้นในจึงกลับมาหนาตัว แข็งแรง และยืดหยุ่น เมื่อโครงสร้างผิวสุขภาพดี การหลั่งสารอักเสบที่คอยกวนใจเซลล์เม็ดสีก็จะลดลงอย่างเห็นได้ชัด

4. ควบคุมเซลล์ผิวที่แก่ชรา (Suppression of Senescent Cells)

วิทยาการทางการแพทย์ล่าสุดค้นพบว่า ผิวบริเวณที่เป็นฝ้าจะมีเซลล์ผิวที่แก่ชราจากแสงแดด (Senescent Fibroblasts) สะสมอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งเซลล์เหล่านี้จะคอยปล่อยสารเคมี (SASP) ออกมารอบๆ ตัวเพื่อเร่งปฏิกิริยาการสร้างเม็ดสีฝ้า

  • กลไกการทำงาน: คลื่นความร้อนในโหมดที่เหมาะสมของ RF จะเข้าไปจัดการและควบคุมการหลั่งสารจากเซลล์ที่แก่ชราเหล่านี้ ช่วยตัดวงจรต้นตอที่คอยส่งสัญญาณเร่งการผลิตเม็ดสี

ทำไม Virtue RF ถึงโดดเด่นและแตกต่างจาก RF Microneedling รุ่นอื่นๆ ในท้องตลาด?

แม้ในปัจจุบันจะมีเทคโนโลยี RF Microneedling อยู่หลายแบรนด์ แต่ Virtue RF ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อปิดข้อด้อยของเครื่องรุ่นเก่าๆ โดยเฉพาะในเรื่องของ "ความเจ็บปวด" และ "ความเสี่ยงผิวไหม้ (PIH)" ซึ่งเป็นสิ่งที่คนไข้เป็นกังวลมากที่สุด โดยมีจุดเด่นที่เหนือกว่า ดังนี้:

  • เหนือกว่าด้วยระบบกลไกการทำงานของเข็ม (Robotic Precision Delivery - ACS) เครื่อง RF รุ่นเก่ามักใช้กลไกการยิงเข็มแบบสปริงหรือมอเตอร์แบบกระแทก ซึ่งทำให้เกิดการฉีกขาดของผิว (Micro-tears) ทำให้เจ็บและมีเลือดออก แต่ Virtue RF ใช้ระบบมอเตอร์หุ่นยนต์ที่มีความละเอียดสูง เข็มจะถูกส่งลงผิวอย่างนุ่มนวลและแม่นยำ ไม่กระชากผิว ทำให้ "เจ็บน้อยกว่ามาก" ลดรอยแดงช้ำหลังทำ และฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว (Minimal Downtime)
  • เหนือกว่าด้วย Sub-Pulse Technology (ลดความร้อนสะสม) เครื่องทั่วไปมักจะปล่อยความร้อนออกมาเป็นก้อนใหญ่ (Continuous Wave) ซึ่งอาจทำให้ความร้อนล้นขึ้นมาทำลายเซลล์สร้างเม็ดสีที่อยู่ชั้นบน (Epidermis) จนฝ้าเข้มขึ้น แต่ Virtue RF สามารถซอยย่อยพลังงานเป็นจังหวะสั้นๆ (Sub-pulses) ช่วยให้เนื้อเยื่อมีเวลาคลายความร้อน (Thermal Relaxation Time) พลังงานจึงลงลึกถึงเป้าหมายโดยไม่ทำให้ผิวชั้นบนไหม้ ปลอดภัยอย่างยิ่งสำหรับคนไข้ผิวเอเชียที่มีความไวต่อการเกิด PIH
  • เหนือกว่าด้วยการปรับความถี่ได้ 2 ระดับ (1 MHz และ 2 MHz) การรักษาฝ้าต้องอาศัยความละเอียดอ่อนสูง Virtue RF สามารถเลือกใช้คลื่นความถี่ 2 MHz ซึ่งมีคุณสมบัติในการกระจายความร้อนในรัศมีที่แคบและแม่นยำกว่า เหมาะสำหรับการโฟกัสรอยต่อผิว (Basement Membrane) และเส้นเลือดฝอยในชั้นตื้นโดยไม่กระทบเนื้อเยื่อข้างเคียง (ในขณะที่เครื่องส่วนใหญ่ในตลาดมีเฉพาะ 1 MHz ที่เน้นการเจาะจงชั้นลึกเพื่อยกกระชับ)
  • เหนือกว่าด้วยเข็มทองคำเคลือบฉนวน 24K (24K Gold-Plated Insulated Needles) เข็มของ Virtue RF นำไฟฟ้าได้ดีเยี่ยมและได้รับการออกแบบฉนวนมาอย่างพิถีพิถัน พลังงานจะถูกปล่อยเฉพาะที่ปลายเข็มเท่านั้น จึงไม่เกิดการไหม้ของผิวชั้นนอก (Epidermal Preservation) และช่วยลดโอกาสที่ฝ้าจะถูกกระตุ้นจากความร้อนบนผิวด้านบน

เปลี่ยนฝ้าเรื้อรัง ให้เป็นผิวแข็งแรงสุขภาพดีที่ Groove Clinic

ที่ Groove Clinic เราไม่ได้มองแค่การทำให้ฝ้าจางลงชั่วคราว แต่เราใช้โปรแกรมรักษาด้วยความเหนือระดับของ Virtue RF เพื่อฟื้นฟู "ระบบโครงสร้างผิว" ของคุณใหม่จากภายในสู่ภายนอก ซ่อมแซมรอยต่อผิวที่เสียหาย ลดหลอดเลือดที่ผิดปกติ และรีเซ็ตคอลลาเจนให้ผิวกลับมาหนาตัว แข็งแรง พร้อมเผชิญมลภาวะและแสงแดดได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง

หากคุณเป็นหนึ่งคนที่กำลังเผชิญปัญหาฝ้าดื้อยา ฝ้าเลือด หรือฝ้าเรื้อรังที่รักษาด้วยเลเซอร์แบบเดิมๆ แล้วไม่ตอบโจทย์ สามารถนัดหมายเข้ามาปรึกษาแพทย์ที่ Groove Clinic เพื่อประเมินผิวและออกแบบโปรแกรมการรักษาที่แม่นยำด้วยนวัตกรรม Virtue RF ได้แล้ววันนี้

โปรแกรมการรักษาฝ้า

GROOVE Clinic รักษาฝ้าโดยใช้เครื่อง Virtue rf microneedle, PicoPlus, PicoCare 450, Lutronic Q-Swich spectra Gold, Lucid Q-PTP แพทย์จะแนะนำวิธีการรักษาให้เหมาะสมในแต่ละเคส โปรแกรมรักษาฝ้า ที่ GROOVE Clinic

กระ

หลายคนอาจเคยเจอปัญหา แต่งหน้าเท่าไหร่ก็ยังเห็นจุดด่างดำกวนใจ หรือใช้ครีมบำรุงราคาแพงแค่ไหนรอยดำเหล่านั้นก็ไม่ยอมจางลง นั่นเป็นเพราะจุดด่างดำบนใบหน้าอาจไม่ใช่แค่รอยดำธรรมดา แต่เป็น "กระ" ซึ่งเกิดจากภาวะที่เซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocytes) ถูกกระตุ้นด้วยรังสี UV พันธุกรรม หรืออายุที่เพิ่มขึ้น จนผลิตเม็ดสีเมลานินออกมามากผิดปกติในบางบริเวณ

การรักษากระให้เห็นผลลัพธ์ที่ดีและไม่กลับมาเข้มกว่าเดิม สิ่งสำคัญที่สุดคือ "ต้องจำแนกชนิดของกระให้ถูกต้อง" เนื่องจากกระแต่ละชนิดฝังตัวอยู่ในความลึกของชั้นผิวที่ต่างกัน ทำให้ออกแบบวิธีรักษาและเลือกใช้เทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ได้อย่างแม่นยำครับ

ทำความรู้จัก "ชนิดของกระ" ผิวของคุณกำลังเจอกับแบบไหน?

กระตื้น (freckle)
1

กระตื้น (freckle)

  • ลักษณะ: จุดสีน้ำตาลเล็กๆ ขนาดมักไม่เกิน 5 มิลลิเมตร สีจะเข้มขึ้นเมื่อโดนแดด และจางลงได้บ้างในฤดูที่แดดไม่แรง
  • บริเวณที่พบ: มักขึ้นบริเวณโหนกแก้ม สันจมูก หรือแขน
  • ชั้นผิวที่เกิด: ฝังตัวอยู่ในผิวชั้นนอกสุดหรือชั้นหนังกำพร้า (Epidermis)
กระแดด (Solar Lentigo)
2

กระแดด (Solar Lentigo)

  • ลักษณะ: แผ่นราบสีน้ำตาล ขอบค่อนข้างชัดเจน มีขนาดใหญ่กว่ากระตื้น มักเกิดขึ้นถาวรและไม่จางลงเองตามฤดูกาล
  • บริเวณที่พบ: พบได้บ่อยในกลุ่มผู้ใหญ่วัยทำงานขึ้นไป บริเวณใบหน้า หลังมือ หรือหน้าอก
  • ชั้นผิวที่เกิด: ฝังตัวอยู่ในชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) แต่เกิดจากการสะสมของรังสี UV เป็นเวลานาน
กระลึก (Hori's Nevus)
3

กระลึก (Hori's Nevus)

  • ลักษณะ: แผ่นราบสีน้ำตาลอมเทา หรือน้ำตาลอมน้ำเงิน มักขึ้นพร้อมกันทั้งสองข้างของใบหน้าอย่างสมมาตร เป็นกระที่รักษาได้ยากด้วยครีมทาทั่วไป
  • บริเวณที่พบ: โหนกแก้ม ขมับ และปีกจมูก
  • ชั้นผิวที่เกิด: ฝังตัวลึกอยู่ใต้ชั้นหนังแท้ (Dermis)
กระเนื้อ (Seborrheic Keratosis)
4

กระเนื้อ (Seborrheic Keratosis)

  • ลักษณะ: ตุ่มนูน มีผิวสัมผัสขรุขระ สีมีตั้งแต่สีน้ำตาลอ่อนไปจนถึงสีดำ เกิดจากการหนาตัวของผิวหนังชั้นบน มักเพิ่มจำนวนตามอายุและพันธุกรรม
  • บริเวณที่พบ: ใบหน้า คอ หน้าอก และแผ่นหลัง
  • ชั้นผิวที่เกิด: การเจริญเติบโตผิดปกติของเซลล์ผิวชั้นหนังกำพร้า

แนวทางการรักษากระในปัจจุบัน

1. การรักษาด้วยยาและครีมบำรุง (Medication & Topicals)

เหมาะสำหรับกระชนิดตื้น หรือใช้เป็นตัวช่วยเสริมควบคู่กับการทำหัตถการ เพื่อควบคุมการผลิตเม็ดสีใหม่

  • ยาทาภายนอก: กลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ (Retนoids) ช่วยเร่งกระบวนการผลัดเซลล์ผิว ร่วมกับสาร Whitening เช่น Azelaic acid, Arbutin หรือ Vitamin C ที่ช่วยยับยั้งเอนไซม์ในกระบวนการผลิตเม็ดสี
  • ยารับประทาน: ในรายที่มีปัญหารอยดำหรือฝ้าร่วมด้วย แพทย์อาจพิจารณาจ่ายยารับประทาน ระยะสั้นเพื่อลดกระบวนการอักเสบใต้ผิว (ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ไม่แนะนำซื้อทานเองครับ)
  • ครีมกันแดด: ปราการสำคัญที่สุดที่ขาดไม่ได้ โดยต้องเลือกแบบ Broad Spectrum (SPF 50+, PA++++) เพื่อปกป้องผิวไม่ให้รังสี UV กลับมากระตุ้นกระเดิมให้เข้มขึ้น

2. การรักษาด้วย Picosecond Laser (gold standard ของการรักษากระ)

Pico Laser

สำหรับกระแดดและกระลึกที่ฝังตัวลึกจนยาทาไม่สามารถลงไปถึง การใช้เลเซอร์คือคำตอบที่ตรงจุดที่สุด ซึ่งในปัจจุบัน Picosecond Laser ได้กลายมาเป็นมาตรฐานใหม่ที่เหนือกว่าเลเซอร์ระบบเก่า (Q-Switched) อย่างชัดเจน

  • กลไก Photoacoustic (ทุบเม็ดสีด้วยแรงกระแทก) แตกต่างจากเลเซอร์รุ่นเก่าที่ใช้ความร้อนสะสมเผาทำลายเม็ดสี แต่ Picosecond Laser จะปล่อยพลังงานในความเร็วระดับหนึ่งในล้านล้านวินาที (Picosecond) เกิดเป็นแรงกระแทกความเร็วสูงเข้าไปทุบก้อนเม็ดสีเมลานินให้แตกกระจายกลายเป็นอนุภาคขนาดเล็กคล้ายฝุ่นผง เพื่อให้ระบบน้ำเหลืองและเม็ดเลือดขาวของร่างกายเข้ามากำจัดออกไปได้ง่ายขึ้น
  • ผลลัพธ์ที่เหนือกว่า: เม็ดสีจางลงไวขึ้น ใช้จำนวนครั้งในการรักษาน้อยลง เจ็บน้อยลง ผิวข้างเคียงไม่บอบช้ำจากความร้อน และลดความเสี่ยงในการเกิดรอยดำสะสมหลังทำ (PIH) ได้อย่างดีเยี่ยม

ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

นัดหมายเข้ารับคำปรึกษาและประเมินผิวฟรี ที่ Groove Skin Clinic ทุกสาขา