
หลุมสิว
การรักษาหลุมสิว เป็นเรื่องที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน แต่ก่อนที่เราจะรักษา เราควรรู้ก่อนว่าเราเป็นหลุมสิวแบบไหน เพื่อจะได้เลือกวิธีการรักษาให้เหมาะสม ซึ่งจากประสบการณ์การรักษาเราสามารถสรุปได้เบื้องต้นว่า การรักษาแบบผสมผสานหลากหลายวิธีร่วมกัน (Multimodality) โดยวิเคราะห์และออกแบบวิธีการรักษาหลุมสิวให้เหมาะกับปัญหาแต่ละบุคคล
หลุมสิว คืออะไร

หลุมสิว ( Atrophic Acne Scars) เป็นแผลเป็นชนิดหนึ่งที่มีลักษณะเป็นแอ่งบุ๋มลึกลงไปจากระดับชั้นผิวปกติ ซึ่งเกิดจากการสูญเสียเนื้อเยื่อของผิวหนังและคอลลาเจนในผิวหนังชั้นหนังแท้ (Dermis)หลังเกิดการอักเสบอย่างรุนแรงจากการเป็นสิว
สาเหตุการเกิดหลุมสิว
หลุมสิวเกิดหลังการอักเสบรุนแรงในชั้นผิว โดยส่วนมากจะเกิดจากสิวอักเสบเม็ดใหญ่ สิวซีสต์ หรือการปล่อยให้สิวอักเสบอยู่บนผิวเป็นเวลานาน การสะสมของแบคทีเรียและหนองในปริมาณมากใต้ผิวหนัง โดยสิ่งเหล่านี้นำไปสู่การเกิดสิวอักเสบรุนแรงและเรื้อรัง ซึ่งจะมีการปล่อยเอนไซม์ออกมาย่อยสลายคอลลาเจนและเนื้อเยื่อที่เกี่ยวพันในชั้นหนังแท้ เมื่อการอักเสบสิ้นสุดลงร่างกายจึงจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการรักษาแผล ซึ่งหากมีการปล่อยการอักเสบไว้เรื้อรัง เนื้อเยื่อที่ถูกทำลายมากเกินไป ร่างกายจึงไม่สามารถสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเติมเต็มสิ่งที่ถูกทำลายไปได้อย่างสมบูรณ์ จึงเกิดเป็นหลุมสิวขึ้นนั่นเอง และอีกหนึ่งกระบวนการที่เกิดมาพร้อมกับการหายของแผลคือ การสร้างเนื้อเยื่อที่มีลักษณะของพังผืด(Fibrosis) ซึ่งทำหน้าที่ยึดเกาะและฉุดดึงผิวหนังชั้นบนให้ยุบบุ๋มลงไปด้านล่างยิ่งทำให้เกิดหลุมสิวที่ชัดเจนมากขึ้น

ประเภทหลุมสิว

หลุมสิว สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทหลักๆคือ
1หลุมสิวแบบแอ่ง (Rolling Scar)

ลักษณะ เป็นแอ่งตื้นที่มีปากกว้างมากกว่า4-5 มิลลิเมตร ลักษณะมีความโค้งเว้าเป็นคลื่น ขอบมน มีขอบเขตไม่ชัดเจน มักจะมีพังผืดชั้นใต้ผิวดึงรั้งผิวชั้นบนลงไปด้านล่าง หลุมสิวชนิดนี้จะเกิดลึกถึงชั้นหนังกำพร้าและหนังแท้ด้านบน
การรักษา หลุมประเภทนี้มีข้อดีคือรักษาได้ง่ายกว่าหลุมสิวประเภทอื่นๆ และเนื่องจากหลุมชนิดนี้มีพังผืดมาดึงรั้งให้เกิดการยุบตัวลงไป วิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุดคือ การตัดพังผืดชั้นใต้ผิวหนัง (Subcision) ร่วมกับการทำเครื่องมือกลุ่มพลังงาน (Energy-based devices) เช่น Fractional RF กลุ่ม Abbrative Laser เพื่อกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ รวมถึงการฉีดกลุ่ม Skin Booster/Biostimulator/collagen เพื่อเติมเต็มและพยุงผิวในชั้นที่พังผืดถูกตัดออกไป



2หลุมสิวแบบกล่อง (Box Scar)

ลักษณะ เป็นรอยหลุมขนาดใหญ่กว้างตั้งแต่ 2 มิลลิเมตรขึ้นไป ขอบหลุมชัดเจน มักจะเป็นมุมฉากกับขอบผิวด้านบนก้นแผลค่อนข้างราบ รูปร่างคล้ายกล่อง มีทั้งแบบตื้น (Superficial) กับแบบลึกถึงผิวหนังชั้นแท้(Upper dermis)
การรักษา การรักษาหลักคือการทำกลุ่มเลเซอร์ปรับผิวหน้า(Abbrative Laser) เช่น Fractional Laser (เช่น Er:YAG, CO2) หรือ Picosecond Laser (MLA) เพื่อทำลายพังผืดขอบหลุมและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ รวมถึงการทำ Fractional RF Microneedling ซึ่งในปัจจุบันเป็นที่นิยมอย่างมากเพราะมี Down-time น้อย

3หลุมสิวจิก (Ice Pick Scar)

ลักษณะ เป็นรอยหลุมปากแคบ(มักจะน้อยกว่า 2 มิลลิเมตร)แต่ลึก มีความลึกถึงรูขุมขนและชั้นหนังแท้ หรืออาจจะถึงชั้นใต้ผิวหนัง(Subcutaneous tissue) เวลามองจะมีลักษณะคล้ายถูกไม้จิ้มฟันจิ้มลงไป มักเกิดจากสิวอักเสบรุนแรงหรือการกดบีบสิวอุดตันผิดวิธี ทำให้เกิดความเสียหายต่อเนื้อเยื่อผิว
การรักษา: หลุมชนิดนี้รักษายากที่สุด เนื่องจากความลึก การทายาหรือทำเลเซอร์ทั่วไปมักได้ผลน้อย แนะนำรักษาด้วย การแต้มกรดเข้มข้นสูงที่ก้นหลุม TCA Cross ควบคู่กับการทำร่วมกับวิธีอื่น

5 เทคนิคการรักษาหลุมสิวของ GROOVE Clinic
1Subcision
การsubcision คือ การใช้เข็มสอดเข้าไปใต้ผิวหนังเพื่อตัดพังผืดที่ดึงรั้งผิวหนัง ทำให้เกิดหลุมสิว ปัจจุบันเทคนิคการทำ Subcision ถูกพัฒนาไปมาก โดยเฉพาะการใช้ เข็มปลายทู่ (Blunt Cannula) ซึ่งกลายมาเป็นมาตรฐานใหม่ที่เหนือกว่าเทคนิคเข็มมีคมแบบดั้งเดิม
ความแตกต่างของเทคนิคการเซาะพังผืด
- เทคนิคดั้งเดิม: เข็มมีคม (Nokor Needle) ปลายคมคล้ายใบมีด ตัดพังผืดขาดเด็ดขาด ข้อเสียคือ มักตัดโดนเส้นเลือด ทำให้หน้าบวมช้ำ ห้อเลือด พักฟื้นนาน และต้องจิ้มเข็มหลายจุดทั่วหน้า
- เทคนิคใหม่: เข็มปลายทู่ (Blunt Cannula) ท่อเข็มมีความยืดหยุ่น ปลายกลมมน อาศัยหลักการ "แหวกและฉีก" พังผืดออกแทนการใช้มีดตัด ข้อดีคือ ปลอดภัยและตัดพังผืดได้แม่นยำกว่า
จุดเด่นที่ทำให้ Blunt Cannula ดีกว่า
- บวมช้ำน้อย พักฟื้นไว (Minimal Downtime) ปลายเข็มที่กลมมนจะหลบหลีกเส้นเลือดและเส้นประสาท ทำให้แทบไม่มีเลือดออก ลดอาการเขียวช้ำ พักฟื้นเพียง 1-3 วันก็ใช้ชีวิตได้ตามปกติ
- แผลน้อยจุด (Fewer Entry Points) แพทย์เจาะเปิดผิวหนังเพียง 1-2 จุดบริเวณกรอบหน้า ก็สามารถสอดเข็มเข้าไปเซาะพังผืดได้ครอบคลุมทั่วบริเวณแก้ม ไม่ต้องมีรอยเข็มพรุนเต็มหน้า
- ปลอดภัย: ลดความเสี่ยงในการทำลายโครงสร้างเนื้อเยื่อและเส้นประสาทที่สำคัญบนใบหน้า
- ทำคู่กับสารกระตุ้นคอลลาเจนได้ทันที (Combined Therapy) เนื่องจากเข็ม Cannula มีลักษณะเป็นท่อกลวง เมื่อเซาะพังผืดเสร็จ แพทย์สามารถฉีดสารกระตุ้นคอลลาเจน (Biostimulators) ผ่านท่อเข็มลงไปหนุนก้นหลุมสิวได้ทันที ช่วยดันผิวให้ฟูขึ้นและป้องกันพังผืดกลับมาเกาะติดซ้ำ
เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน
| คุณสมบัติ | เข็มมีคม (Nokor Needle) | เข็มปลายทู่ (Blunt Cannula) |
|---|---|---|
| การบาดเจ็บ/ความช้ำ | มาก (เสี่ยงห้อเลือด) | น้อยมาก |
| รอยเข็มบนใบหน้า | หลายจุด (จิ้มตามหลุมสิว) | 1-2 จุด (กวาดได้ทั่วบริเวณ) |
| ระยะเวลาพักฟื้น | 7 - 14 วัน | 1 - 3 วัน |
| การฉีดตัวยากระตุ้น collagen | ทำร่วมด้วยได้ยาก | ทำผ่านเข็มทู่ได้ทันที |

2TCA Cross
การรักษาหลุมสิวโดยใช้กรด Trichloroacetic Acid (TCA) ความเข้มข้นสูง 50-100% โดยอาศัยหลักการ Chemical Reconstruction of Skin Scarring (CROSS) กรด TCA จะใช้แต้มเฉพาะจุด ลงไปที่ก้นหลุมสิว ที่ต้องการรักษาโดยตรง เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอีลาสตินใหม่ ส่งผลให้หลุมสิวตื้นขึ้น และผิวเรียบเนียนขึ้น ขอบหลุมสิวที่คมจะค่อย ๆ หายไป โดยในปัจจุบัน วัตถุประสงค์ของการแต้มกรด มักจะเพื่อลบคมขอบหลุมให้ละมุลขึ้น ส่วนการกระตุ้น collagen สามารถใช้หัตถการอื่นที่กระตุ้นcollagen ได้ดีกว่า เช่น RF microneedle , picolaser, biostimulator
TCA cross เหมาะกับหลุมสิวประเภทไหน?

หลุมสิวแต่ละประเภทมีการรักษาที่ตอบสนองต่างกัน TCA CROSS จะได้ผลดีที่สุดกับหลุมสิวประเภท:
- Ice Pick Scar: หลุมสิวแบบจิก รูปร่างคล้ายตัว V ปากแคบแต่ลึกมาก (มักกว้างไม่เกิน 2 มิลลิเมตร) ซึ่งเป็นประเภทที่รักษายากที่สุดด้วยวิธีอื่น
- Boxcar Scar (ขนาดเล็ก) หลุมสิวแบบกล่อง รูปร่างคล้ายตัว U ที่ปากหลุมไม่กว้างมากนัก
(หากเป็นหลุมสิวแบบแอ่งกระทะ หรือ Rolling Scar จะเหมาะกับการทำ Subcision ตัดพังผืดมากกว่า)

3Picosecond laser
Pico Laser (Picosecond Laser) คือเทคโนโลยีเลเซอร์ที่ปล่อยพลังงานแสงความถี่สูงลงสู่ใต้ผิวหนังด้วยความเร็วที่สุดระดับ พิกะวินาที (Picosecond) หรือ 1 ในล้านล้านส่วนของวินาที ซึ่งเร็วกว่าเลเซอร์รุ่นเก่าถึง 1,000 เท่า การรักษาหลุมสิวของ Pico Laser จะใช้หัวยิงพิเศษที่เรียกว่า Micro Lens Array (MLA) เพื่อบีบอัดลำแสงให้กลายเป็นพลังงานขนาดเล็กความเข้มข้นสูง ปล่อยลงสู่ใต้ผิวด้วยความเร็วระดับpicosecond (1 ในล้านล้านส่วนของวินาที) จนเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า LIOB (Laser-Induced Optical Breakdown) :
- ไม่ใช้ความร้อนเป็นหลัก: ต่างจากเลเซอร์รุ่นเก่าที่ใช้ความร้อนเผาทำลายผิว (Thermal effect) เพื่อกระตุ้นแผล แต่ Pico Laser ใช้ความเร็วสูงสร้างแรงกระแทก (Photoacoustic effect) ทำให้เกิดโพรงช่องว่างขนาดเล็ก (Micro-bubbles) ขึ้นใต้ชั้นผิวหนังโดยที่ผิวชั้นบนสุด (Epidermis) ไม่ถูกเผาไหม้
- กระตุ้นคอลลาเจนใหม่: เมื่อร่างกายตรวจพบโพรงช่องว่าง LIOB ใต้ผิว จะถือว่าเป็นการบาดเจ็บที่ต้องซ่อมแซม จึงเร่งกระบวนการสร้างคอลลาเจน (Collagen) และอีลาสติน (Elastin) ใหม่ขึ้นมาเติมเต็มโพรงนั้น
- สลายพังผืด: แรงกระแทกจากเลเซอร์ช่วยสลายพังผืดที่ดึงรั้งก้นหลุมสิวออกอย่างนุ่มนวล ส่งผลให้ผิวค่อยๆ ถูกดันตัวฟูตื้นขึ้นจากภายในสู่ภายนอก
อย่างไรก็ตามการรักษาหลุมสิวด้วย picosecnd laser มีข้อจำัดเรื่องความลึกของหลุมสิวที่จะทำการรักษาเนื่องจาก ความลึกของพลังงานจะลงไปใต้ชั้นผิวประมาณ 1 มิลลิเมตรเท่านั้น หากเป็นหลุมสิวที่ลึกและรุณแรง แนะนำให้ทำหัตถการอื่นๆ เช่น RF microneedle และ subcision ร่วมด้วย


4RF microneedle
หลักการทำงานของ RF Microneedling (Radiofrequency Microneedling) ในการรักษาหลุมสิว คือการประสานพลังระหว่าง "พลังงานกล" (Mechanical) และ "พลังงานความร้อน" (Thermal) เข้าด้วยกัน เพื่อแก้ไขปัญหาหลุมสิวลึกและพังผืดดึงรั้งผิวได้อย่างตรงจุดที่สุด โดยมีกลไกการทำงานหลักดังนี้
ตัดพังผืดใต้ผิว (Mechanical Subcision)

หลุมสิวส่วนใหญ่ (โดยเฉพาะแบบกล่อง Boxcar และแบบแอ่ง Rolling) เกิดจาก พังผืด (Fibrotic Bands) ที่เหนียวและแข็งดึงรั้งผิวหน้าให้บุ๋มลงไป
- ตัวเครื่องจะส่งกลุ่มเข็มขนาดเล็ก(Microneedles) ปลายเรียวแหลมพิเศษพุ่งตรงลงสู่ชั้นผิว
- เข็มเหล่านี้จะทำหน้าที่เสมือนใบมีดขนาดเล็กเข้าไป เจาะตัดพังผืดที่ดึงรั้งก้นหลุมสิวให้ขาดออก ทำให้ผิวหนังชั้นบนคลายตัวและลอยตัวขึ้นทันที
ส่งความร้อนกระตุ้นผิวชั้นลึก (Targeted Deep RF Energy)
เมื่อปลายเข็มแทรกลึกเข้าไปถึงระดับชั้นผิวแท้ (Dermis) ซึ่งเป็นจุดที่มีปัญหาและเป็นแหล่งผลิตคอลลาเจน ตัวเข็มจะปล่อยพลังงานคลื่นวิทยุความถี่สูง (Radiofrequency) เปลี่ยนเป็นความร้อนระดับ 55-65 องศาเซลเซียส กระจายลงสู่เนื้อเยื่อโดยรอบ พลังงานความร้อนจะถูกปล่อยจำกัดเฉพาะที่ "ปลายเข็ม" เท่านั้น ทำให้ผิวหนังกำพร้าชั้นบนสุด (Epidermis) ไม่ถูกความร้อนเผาทำลาย หน้าจึงไม่เบิร์น ไม่ไหม้ และไม่มีสะเก็ดแผลสีดำหนาเหมือนเลเซอร์ยุคเก่า
กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ (Collagen Remodeling)
ความร้อนที่ส่งลงไปใต้ผิวจะทำให้เกิดการบาดเจ็บแบบควบคุม (Controlled Micro-injury) ซึ่งจะไปปลุกกระบวนการซ่อมแซมตัวเองของร่างกาย (Natural Wound Healing) ให้ทำงานทันที:
- กระตุ้นเซลล์ Fibroblast (เซลล์พี่เลี้ยงที่ทำหน้าที่สร้างเนื้อเยื่อ) ให้เร่งผลิตคอลลาเจน (Collagen) และอีลาสติน (Elastin) ขึ้นมาอย่างมหาศาล
- คอลลาเจนที่สร้างขึ้นใหม่นี้จะเข้าไปเติมเต็มโพรงแผลและช่องว่างใต้ผิวหนุนให้หลุมสิวที่เคยเป็นแอ่งลึก ค่อยๆ ฟูและตื้นขึ้นมาเรียบเนียนเสมอกับผิวรอบข้าง
จุดเด่นที่ทำให้ Virtue RF เหนือกว่า RF Microneedling ทั่วไป
"ประสิทธิภาพการรักษาหลุมสิวระดับสูงสุด แต่เจ็บน้อยที่สุดและแทบไม่มี Downtime"
- Robotic Precision Delivery: เข็มพุ่งลงผิวด้วยระบบหุ่นยนต์ที่มีความนุ่มนวลและแม่นยำสูงมาก ปลายเข็มแทรกผ่านผิวได้โดยไม่ทำให้ผิวชั้นบนฉีกขาดหรือช้ำ เลือดออกน้อยลงอย่างนัยสำคัญ
- Sub-Pulse Technology: เทคโนโลยีแบ่งการปล่อยพลังงานเป็นคลื่นย่อยๆ ทำให้ส่งพลังงานลงไปทำลายหลุมสิวได้เข้มข้นและลึกขึ้น โดยที่คนไข้ไม่รู้สึกแสบร้อนหรือเจ็บปวดทรมานเหมือนเครื่องรุ่นเก่า
- Advanced Cooling System: มีระบบทำความเย็นในตัวที่ช่วยปลอบประโลมผิวตลอดเวลาขณะทำ ช่วยลดความร้อนสะสมและเพิ่มความสบายผิวระหว่างสวมใส่พลังงาน
- Minimal Downtime: หลังทำผิวจะไม่มีแผลไหม้ ไม่มีสะเก็ดดำหนา มีเพียงรอยแดงระเรื่อคล้ายตากแดดประมาณ 12-24 ชั่วโมงเท่านั้น สามารถแต่งหน้าและใช้ชีวิตประจำวันต่อได้ทันทีในวันถัดไป

5Biostimulator / RH collagen injection

1. PDLLA (Poly-D,L-Lactic Acid)
PDLLA (สารสกัดที่พบในสกินบูสเตอร์กลุ่ม Biostimulator เช่น Juvelook) คืออนุภาคโมเลกุลรูปทรงกลมขนาดเล็กที่มีความเข้ากันได้กับร่างกายมนุษย์และสามารถสลายตัวได้เองตามธรรมชาติ
ประโยชน์ต่อการรักษาหลุมสิว:
- เป็นนั่งร้านให้ผิว (Scaffolding Effect) เมื่อฉีดลงไปใต้ก้นหลุมสิว อนุภาคทรงกลมของ PDLLA จะทำหน้าที่เป็นโครงร่างหรือ "นั่งร้าน" ให้เซลล์ผิวเข้ามาเกาะและเจริญเติบโต
- กระตุ้นคอลลาเจนอย่างต่อเนื่อง : โมเลกุลของ PDLLA จะค่อยๆ ปล่อยสารกระตุ้นให้เซลล์ Fibroblast (เซลล์สร้างเนื้อเยื่อ) เร่งผลิตคอลลาเจน Type 1 และ Type 3 รวมถึงอีลาสตินขึ้นมาหนุนผิวอย่างต่อเนื่อง
- เติมเต็มหลุมสิวอย่างเป็นธรรมชาติ: หลุมสิวจะค่อยๆ ตื้นขึ้นจากเนื้อเยื่อของร่างกายเราเอง ผิวที่ได้จึงมีความยืดหยุ่น นุ่มนวล ดูเป็นธรรมชาติ ไม่เป็นก้อน และให้ผลลัพธ์ที่อยู่ได้ยาวนาน
2. rh-Collagen (Recombinant Human Collagen)
rh-Collagen คือคอลลาเจนที่สังเคราะห์ขึ้นด้วยเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมขั้นสูง ทำให้ได้โครงสร้างกรดอะมิโนที่เหมือนกับคอลลาเจนของมนุษย์ 100% (Human-like Homology)
ประโยชน์ต่อการรักษาหลุมสิว:
- ซ่อมแซมและเติมเต็มทันที (Instant Repair) ต่างจากสารกระตุ้นตัวอื่นที่ต้องรอร่างกายสร้างใหม่ rh-Collagen สามารถเข้าไปทดแทนและเติมเต็มโครงสร้างตาข่ายคอลลาเจนใต้หลุมสิวที่ขาดหายไปได้ทันทีหลังฉีด
- เร่งกระบวนการหายของแผล (Wound Healing) ช่วยส่งสัญญาณให้เซลล์ผิวต้นกำเนิดเกิดการแบ่งตัวและเคลื่อนที่เข้ามาซ่อมแซมหลุมสิวได้เร็วขึ้น
- ปลอดภัยสูง ไม่แพ้ ไม่บวม: เนื่องจากมีโครงสร้างเหมือนคอลลาเจนมนุษย์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ร่างกายจึงไม่มองว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม ทำให้มีความปลอดภัยสูงมาก แทบไม่มีความเสี่ยงต่อการแพ้ อักเสบ หรือบวมแดง

โปรแกรมการรักษาหลุมสิว
GROOVE Clinic มีวิธีการรักษาหลุมสิวแบบ ผสมผสาน (Multimodality) หลากหลายวิธีร่วมกัน โดยเลือกให้เหมาะกับหลุมสิวของแต่ละท่าน เพราะการรักษาหลุมสิว ไม่มีวิธีใดวิธีหนึ่งดีที่สุด โดยการรักษาจะผ่านการวิเคราะห์ปัญหาหลุมสิว และความรุนแรงของหลุมสิวโดยแพทย์ และวางแผนการรักษาแต่ละเทคนิค ก่อน-หลัง ร่วมกัน เพื่อให้ได้รับผลลัพธ์จากการรักษากับผู้ป่วยที่ดีที่สุดของแต่ละเคส
ภาพโปรแกรมรักษาหลุมสิว

ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
นัดหมายเข้ารับคำปรึกษาและประเมินผิวฟรี ที่ Groove Skin Clinic ทุกสาขา
